ตำนานความเชื่อ : “ลาวดวงเดือน” เพลงแสนไพเราะที่มาจากโศกนาฏกรรมความรัก

ตำนานความเชื่อ : “ลาวดวงเดือน” เพลงแสนไพเราะที่มาจากโศกนาฏกรรมความรัก

ตำนานความเชื่อ : “ลาวดวงเดือน” เพลงแสนไพเราะที่มาจากโศกนาฏกรรมความรัก

โอ้ละหนอดวงเดือน พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง
โอ้ว่าดึกแล้วหนอพี่ขอลาล่วง อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าดวงเดือนเอย
ขอลาแล้วเจ้าแก้วโกสุม พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม
จะหาไหนมาเทียมโอ้เจ้าดวงเดือนเอย
หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้ หอมกลิ่นคล้ายคล้ายเจ้าสูเรียมเอย
หอมกลิ่นกรุ่นครันหอมนั้นยังบ่เลย เนื้อหอมทรามเชยเอยเราละเหนอ
โอ้ละหนอนวลตาเอย พี่นี้รักแสนรักดังดวงใจ
โอ้เป็นกรรมต้องจำจากไป อกพี่อาลัยเจ้าดวงเดือนเอย
เห็นเดือนแรมเริศร้างเวหา เบิ่งดูฟ้า(ละหนอ) เห็นมืดมน
พี่ทนทุกข์ทุกข์ทนโอ้เจ้าดวงเดือนเอย
พี่ทนทุกข์ ทุกข์ทน โอ้เจ้าดวงเดือนเอย
เสียงไก่ขันขานเสียงหวานเจื้อยแจ้ว
หวานสุดแล้วหวานแล้วเจื้อยเอย
มันชั่งหวานเสนาะหวานเพราะกระไรเลย
บ่แม้นทรามเชยเราละเหนอ

เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่คุ้นหูใครหลายๆคนอยู่บาง ด้วยทำนองและเนื้อหาที่แสนจะไพเราะ แต่เคยรู้ไหมว่าตำนานของเพลงลาวดวงเดือนนี้จะมาจากชีวิตจริงของเจ้านายรัตนโกสินทร์และเจ้านายฝ่ายเหนือ

“ลาวดวงเดือน” บทเพลงเศร้าแห่งรักของเจ้านายรัตนโกสินทร์และเจ้านายฝ่ายเหนือ…

tamnan lao daung dean

พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์….พระโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดามรกฎเสด็จไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ด้านการเกษตร ทรงป็นนักตนตรีเพราะตระกูลฝ่ายพระมารดาเป็นนักละครและนักดนตรี มีคุณตา คือ เจ้าพระยามหินทรศักดิดำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) มีคณะละครและวงดนตรีวงใหญ่ เมื่อเสด็จกลับมาทรงรับราชการในกระทรวงเกษตราธิการ ต่อมาทรงเป็นอธิบดี กรมช่างไหม ทรงเป็นผู้บุกเบิกและวางรากฐานเกี่ยวกับไหมไทย

ใน พ.ศ. ๒๔๔๖ พระองค์เจ้าชายเพ็ญพัฒนพงศ์ เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษมาใหม่ ได้ทรงเสด็จขึ้นไปเที่ยวนครเชียงใหม่ อันเป็นนครแห่งศูนย์กลางวัฒนธรรมล้านนาสมัยนั้น พระยานริศราชกิจเป็นข้าหลวงใหญ่ อยู่ประจำมลฑลพายัพ ได้จัดการรับเสด็จต้อนรับพระองค์อย่างสมพระเกียรติ โดยเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยะวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้จัดการรับเสด็จอย่างประเพณีชาวเหนือโดยแท้ โดยให้ประทับในคุ้มหลวงและเสวยพระพระกะยาหารแบบขันโตก มีการแสดงละครและดนตรีในคุ้มนี้ด้วย ในงานต้อนรับเสด็จครั้งนี้ เจ้าอินทวโรรสและเจ้าแม่ทิพยเนตรได้ชวนเชิญพระญาติวงศ์มาร่วมรับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน

ในบรรดาพระญาติวงศ์เจ้านายเชียงใหม่ ปรากฏว่ามีเจ้าราชสัมพันธวงศ์และเจ้าหญิงคำย่น พร้อมด้วยธิดาองค์โต นามว่า เจ้าหญิงชมชื่น อายุเพิ่งย่างเข้า ๑๖ ปี มาร่วมในงานนี้ด้วย เล่ากันว่าเจ้าหญิงชมชื่นมีผิวพรรณผุดผ่องเป็นนวลใย ใบหน้าอิ่มเอิบเปล่งปลั่งดุจพระจันทร์วันเพ็ญ มีเลือดฝาดขึ้นบนใบหน้า จนแก้มเป็นสีชมพู เพราะผิวขาวประดุจงาช้างอยู่แล้ว อีกทั้งเจ้าหญิงชมชื่นเป็นกุลสตรีที่เรียบร้อยอ่อนหวานน่ารัก เจรจาด้วยกระแสเสียงอันไพเราะ ด้วยความงามอันน่าพิศวงประกอบกับความน่ารัก นุ่มนวลละมุนละไมจึงเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว

แล้วพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เจ้าชายหนุ่มอายุ ๒๑ ปี ก็บังเกิดความสนพระทัยในดรุณีแน่งน้อย อายุ ๑๖ ปีนี้มาก กล่าวกันว่า เมื่อพระองค์ได้เห็นเจ้าหญิงชมชื่นก็ถึงกับทรงตะลึงในความงามอันน่าพิศวงจนเกิดความพิสมัยขึ้นในพระทัย เหมือนกับชายหนุ่มพบคนรักครั้งแรก!!

ในวันต่อมา พระยานริศราชกิจ ข้าหลวงมลฑลพายัพ เป็นผู้นำพระองค์ไปเยี่ยมเจ้าราชสัมพันธวงศ์ถึงคุ้มหน้าวัดบ้านปิง หลังจากนั้นเจ้าหญิงชมชื่นจึงได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าชายหนุ่มนักเรียนนอกผู้สำเร็จการศึกษาจากอังกฤษพระองค์นี้หลายครั้งหลายหน นานวันเข้าพระองค์เจ้าชายเพ็ญก็ยิ่งเกิดความปฏิพัทธ์หลงใหลในเจ้าหญิงชมชื่นเป็นยิ่งนัก จึงโปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพป็นเฒ่าแก่เจรจาสู่ขอเจ้าหญิงชมชื่น ให้เป็นหม่อมของพระองค์

tamnan lao daung dean

แต่การเจรจาสู่ขอกลับได้รับการทัดทานจากเจ้าราชสัมพันธวงศ์ โดยขอผัดผ่อนให้ เจ้าหญิงชมชื่นอายุครบ ๑๘ ปีเสียก่อน และตามขนบธรรมเนียมประเพณีของราชสกุลนั้น พระเจ้าลูกเธอพระองค์ใดจะทำการอภิเษกสมรสจะต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์เสียก่อน เพื่อจะได้รับเป็นสะใภ้หลวง ได้รับยศและตำแหน่งตามฐานะ (หากถวายเจ้าหญิงชมชื่นให้ในตอนนั้นเจ้าหญิงก็จะตกอยู่ในฐานะภรรยาน้อยหรือนางบำเรอเท่านั้น) สาเหตุที่เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์ปฏิเสธในครั้งนี้ เนื่องเพราะเคยเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๓ มาแล้ว คือ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต พระราชโอรสในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ (พระน้องยาเธอในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ) ได้เสด็จมาปราบปรามพวกยางแดงแถวแม่น้ำสาละวิน จนได้พบรักกับเจ้าหญิงข่ายแก้ว และทรงสู่ขอจากเจ้าทักษิณนิเกตน์ (มหายศ) บิดาของเจ้าหญิง แต่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตในการเสกสมรส ครั้นพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตเสด็จกลับกรุงเทพ ก็ไม่ได้พาเจ้าหญิง (ในฐานะภรรยาคนนึง) ลงมาด้วยเพราะมีหม่อมเอมอยู่แล้ว ทำให้เจ้าหญิงข่ายแก้ว กลายป็น “แม่ร้าง” ที่จะไปร้องเรียนกับใครก็ไม่ได้ เจ้าราชสัมพันธ์วงศ์จึงไม่ปรารถนาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงได้ทัดทานไว้

เฒ่าแก่ข้าหลวงใหญ่ยอมจำนนต่อเหตุผลของเจ้าสัมพันธวงศ์ นำความผิดหวังกลับมาทูลให้พระองค์ชายทราบ ฝ่ายพระองค์เจ้าชายฯ เองก็มีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้วโดยผู้ใหญ่จัดหาให้ การปฏิเสธดังกล่าวจากฝ่ายหญิงก็เลยทำให้ความรักของทั้งคู่กลายป็นหมัน ไม่มีการติดต่อใดๆกันอีกเลย พระเหตุนั้น พระองค์ชายก็ได้รับความผิดหวังครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต เพราะเมื่อจะมีรักครั้งแรกทั้งทีก็มีกรรมบันดาลขัดขวางไม่ให้รักสมหวังไม่ได้เชยชมสมใจ ความทุกข์โศกใดจะเทียมเทียบเปรียบปาน จึงเสด็จกลับกรุงเทพด้วยความร้าวรานพระทัย ปล่อยให้เชียงใหม่เป็นนครแห่งความรักและความหลังของพระองค์

ครั้นถึงกรุงเทพ เรื่องการสู่ขอเจ้าหญิงเมืองเหนือได้แพร่สะพัดไปในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด เจ้านายชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์ทรงทัดทานอย่างหนักหน่วง โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา แน่นอนว่าสาเหตุที่ผู้ใหญ่ทางพระองค์ชายนั้นไม่ยอมให้มีการเสกสมรสกับเจ้าหญิงเมืองเหนือเป็นเพราะเรื่องทางการเมือง

tamnan lao daung dean

ในสมัยนั้นหัวเมืองทางเหนือมีสัมพันธ์กับทั้งสยามและพม่า เป็นความสัมพันธ์ที่สยามมองว่ามีเหตุผลเคลือบแคลงและไม่วางใจ ดังนั้นจึงเกิดโศกนาฎกรรมความรักลักษณะนี้อีกหลายครั้งในสมัยนั้น เหตุก็เป็นเพราะการเมืองนั่นเอง จึงเป็นอันว่าความรักของพระองค์ประสบความผิดหวังอย่งสิ้นเชิงทุกประการ จากนั้นพระองค์จึงทรงเสกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิงวรรณวิลัย (กฤดากร) พระธิดาในกรมพระนเรศรวรฤทธิ์ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ มีพระธิดา ๑ พระองค์ คือ หม่อมเจ้าหญิงพรรณเพ็ญแข เพ็ญพัฒน์ ส่วนทางด้านเจ้าหญิงชมชื่นเองก็สมรสกับเจ้าน้อยสิงห์คำ มีทายาทคือ เจ้าวุฒิ ณ ลำพูน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดเป็นไปตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่ของทั้งสอง หากแต่ในใจลึกๆแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังคงระลึกถึงกันไม่คลาย

คราใดที่สายลมเหนือพัดมาจากเชียงใหม่พระองค์ก็ยิ่งทรงสลดรันทดพระทัย จึงทรงระบายความรักความอาลัยลงในพระนิพนธ์บทร้อง ลาวดวงเดือน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเจ้าหญิงผู้เป็นเจ้าหัวใจของพระองค์ เพื่อใช้เป็นเครื่องผ่อนคลายอารมณ์เศร้า และเป็นอนุสรณ์เตือนจิตให้สะท้อนรัญจวนหวนคำนึง รำลึกถึงโฉมงามของเจ้าหญิง-ความรัก-ความหลัง อันกลายเป็นความเศร้า… เมื่อใดที่พระองค์ทรงรำลึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น พระองค์ก็ทรงใช้ดนตรีเป็นเครื่องปลอบหฤทัยให้คลายเศร้า ถ้าไม่ทรงดนตรีเองก็ให้มหาดเล็กข้าหลวงเล่นให้ฟังด้วย และลาวดวงเดือนก็เป็นเพลงที่จะขาดไม่ได้ จนตลอดชีวิตของพระองค์ท่าน

กรมหมื่นพิชัยมหินทโรดม ทรงมีพระชนมายุน้อยมาก เนื่องจากทรงมีอารมณ์อ่อนไหวละเอียดอ่อน และประกอบกับพระวรกายไม่ค่อยสมบูรณ์แข็งแรงเท่าไหร่นัก อีกทั้งทรงหมกมุ่นกับหน้าที่การงานเพื่อจะให้ลืมความหลังอันแสนเศร้าของพระองค์ที่ฝังใจอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระชนม์ชีพของพระองค์สั้นจนเกินไป พระองค์สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ด้วยพระชันษา ๒๘ ปีเท่านั้น

และเมื่อข่าวการสิ้นชีพของท่านชายไปถึงภาคเหนือ เจ้าหญิงชมชื่น ก็เกิดอาการซึมเศร้าและตรอมใจ นั่นเป็นเพราะความรักของเจ้าหญิงที่มีต่อพระองค์ชายเอง ก็ไม่เคยจางไปจากหัวใจดวงน้อยๆของเจ้าหญิงเช่นกัน หนึ่งปีต่อมา เจ้าหญิงชมชื่นก็สิ้นชีพลงเช่นกัน ด้วยชันษา ๒๓ ปีเท่านั้น

ขอบคุณที่มา >> Facebook >> ประวัติศาสตร์ชาติไทยก่อนและหลัง 2475

 

อ่านบทความอื่นๆ

ปริศนา 49 วัน ชีวิตหลังความตายกับเส้นทางของวิญญาณ

ตำนานฆาตกรสุดโหด “บุญเพ็ง หีบเหล็ก” นักโทษประหารตัดคอคนสุดท้าย

ตำนาน “เงินปากผี” ความเชื่อหลังความตาย

———-

สรุป

ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เลขไทยรัฐไม่ขอแนะนำให้ทุกคนงมงายค แต่อยากให้ “เชื่อในสิ่งที่เห็น” ดีที่สุดค่ะ

เลขไทยรัฐ เว็บที่รวมบทความข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับเลขเด็ด เลขดัง แนวทางหวยรัฐบาล หวยลาว และหวยฮานอย พร้อมช่วยคุณวิเคราะห์สถิติหวยย้อนหลังที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องเล่าตำนานความเชื่อต่างๆ ที่ให้คุณได้อ่านอย่างเพลิดเพลิน